Just another WordPress.com site

เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ที่ตั้ง    บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และบ้านคำพราน ต.คำพราน อ.วังม่วง จ.สระบุรี  

วัตถุประสงค์

           - เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค – บริโภค ในเขตจังหวัดลพบุรี – สระบุรี  ตลอดจน กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล  เป็นแหล่งน้ำสำหรับพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่  รวมทั้งแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่ชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

           - ช่วยป้องกันอุทกภัยในเขตจังหวัดลพบุรี – สระบุรี และพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

           - เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่

          – ช่วยการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำป่าสักตอนล่าง  และแก้ไขปัญหาน้ำเสีย 

 

สภาพทั่วไป

        ลุ่มน้ำป่าสักตั้งอยู่ในเขตภาคกลางของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมีพื้นที่บางส่วนตอนบนของลุ่มน้ำอยู่ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์  ลพบุรี  สระบุรี  และพระนครศรีอยุธยา  ลักษณะลุ่มน้ำวางตัวในแนวเหนือ-ใต้  พื้นที่ลุ่มน้ำทั้งสิ้น 16,292 ตารางกิโลเมตร

           บริเวณตอนบนของลุ่มน้ำมีเทือกเขาเพชรบูรณ์ล้อมรอบ พื้นที่โดยทั่ว ๆ ไป มีลักษณะเป็นเนินเขาและมีที่ราบเพียงเล็กน้อย ส่วนตอนกลางในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรีเป็นที่ราบสลับกับเนินเขา ตอนล่างของลุ่มน้ำบริเวณจุดบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นที่ราบลุ่ม ลักษณะโดยรวมทั้งลุ่มน้ำจะถูกล้อมรอบด้วยภูเขาทั้ง 2 ด้าน และมีแม่น้ำป่าสักไหลอยู่ตรงกลางจากทิศเหนือลงทิศใต้ โดยมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ในเขตอำเภอด่านซ้าย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดเลย จากนั้นไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี และสระบุรี จนมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา 

           ลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำป่าสัก จะมีลักษณะเป็นลำน้ำสายสั้น ๆ แยกมาจากทางตะวันตกและตะวันออก ลำน้ำสาขาทางต้นน้ำ ได้แก่

           ห้วยน้ำพุง  มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ทางตอนใต้สุดจังหวัดเลย ไหลขนานมากับแม่น้ำป่าสักและมาบรรจบกันที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

            ห้วยขอนแก่น  มีต้นกำเนิดที่เทือกเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอหล่มสัก

            ลำกง  มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือในเขตอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์

            ลำน้ำสาขาทางตอนล่างของลุ่มน้ำ ได้แก่

           ห้วยเกาะแก้ว  มีต้นกำเนิดอยู่ที่เทือกเขาเตี้ย ๆ บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์กับจังหวัดลพบุรี ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักทางตอนใต้ของอำเภอศรีเทพ

           ลำสนรี  เป็นลำน้ำสาขาที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำป่าสัก มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์กับจังหวัดชัยภูมิ มีลำน้ำสาขาคือ ลำพยากลาง  ลำสนรีไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี

             ห้วยมวกเหล็ก  มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดลพบุรีกับจังหวัดนครราชสีมา ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี         

             เนื่องจากลักษณะลุ่มน้ำแห่งนี้มีความลาดชันสูง จึงทำให้ในฤดูฝน กระแสน้ำจะไหลจากด้านบนลงมาอย่างรวดเร็ว บ่าล้นตลิ่ง ท่วมและทำความเสียหายให้กับเรือกสวนไร่นา ตลอดจนบ้านเรือนและทรัพย์สินของราษฎร ปัญหาอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำป่าสักส่งผลกระทบถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ในทางกลับกันในฤดูแล้งมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำใช้เพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ซึ่งแม้จะได้รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาช่วยเสริมแต่ก็ยังไม่เพียงพอ การพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำป่าสัก ได้เริ่มมาตั้งแต่การก่อสร้างเขื่อนพระราม 6 เมื่อปี พ.ศ.2458 แต่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในระดับหนึ่ง ในขณะที่ประเทศเวลานั้น ยังมีการพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมไม่มากนัก แต่เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น มีการขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เป็นผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำ แม้รัฐบาลในยุคสมัยต่อมา จะได้ศึกษาวางแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กกระจายโดยทั่วไปในลุ่มน้ำป่าสักอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องบนลำน้ำสาขาต่าง ๆ ของลุ่มน้ำป่าสักที่มีความยาวไม่มากและมีพื้นที่เก็บน้ำน้อย โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 ซึ่งหากสามารถก่อสร้างได้ครบตามแผนที่กำหนดไว้ จะสามารถเก็บกักน้ำได้รวมกันกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตร

           ความแห้งแล้งเพราะขาดแคลนน้ำ และการเกิดอุทกภัยที่เกิดขึ้นเกือบจะเป็นประจำทุกปี ในตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ กระทบกระเทือนฐานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจในพื้นที่ส่วนนี้ที่ประกอบด้วยโรงงานอุตสาหกรรม  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทราบด้วยพระเนตรพระกรรณด้วยทรงห่วงใยยิ่ง ได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 ให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  ต่อจากนั้นได้มีพระราชดำรัสอีกรวม 2 ครั้ง ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2536 และวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2537 สรุปความว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และปัญหาอุทกภัย จะได้รับการบรรเทาให้น้อยลง เมื่อได้ก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก

           กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริโดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ฯ เห็นสมควรให้สร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก ที่บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และที่บ้านคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี และผลการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2537  และคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้เปิดโครงการก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2537

          เขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสักได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2542 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปี มีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้าง โดยได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังพล และเครื่องจักรเครื่องมือจากกรมทหารช่าง กองทัพบก เป็นผลทำให้การก่อสร้างเขื่อนแห่งนี้ดำเนินการได้ตามแผนและบรรลุผลเป้าหมายที่กำหนด เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2541 ซึ่งในโอกาสนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานทรงประกอบพิธี เริ่มการเก็บกักน้ำเป็นปฐมฤกษ์ และในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามเขื่อนแห่งนี้ว่า ” เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ” อันหมายถึง ” เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ “

            โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ประเภทอ่างเก็บน้ำที่จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง และบรรเทาอุทกภัย  ตลอดจนเป็นแหล่งน้ำสำหรับการประมง  และการอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดลพบุรี  สระบุรี  และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

         ระยะเวลาดำเนินการ   14  ปี (ปี พ.ศ.2538 – 2551) รวมระบบส่งน้ำ

ลักษณะโครงการ

         เขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ  เป็นชนิดเขื่อนดินแบบ (ZONED  TYPE) ยาว 4,860 ม., สูง 36.50 ม.  ความจุเก็บกักปกติ 785 ล้าน ลบ.ม. อาคารระบายน้ำล้น  (SERVICE  SPILLWAY) สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 3,900 ลบ.ม./วินาที  ท่อระบายลงลำน้ำเดิม  (RIVER  OUTLET) เป็นท่อเหล็กเหนียวหุ้มด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.00 ม. สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 80.0 ลบ.ม./วินาที  อาคารท่อระบายน้ำฉุกเฉิน  (AUXILIARY SPILLWAY) เป็นท่อเหล็กเหนียวหุ้มด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง  3.00 ม.สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 65.0 ลบ.ม./วินาที งานก่อสร้างส่วนประกอบอื่น ๆ ได้แก่ ก่อสร้างคันกั้นน้ำ  2  แห่ง  ได้แก่ คันกั้นน้ำโคกสลุง  ความยาว  4.120  กม. และคันกั้นน้ำท่าหลวงความยาว 1.716  กม. รวมความยาวทั้งสิ้น 5.836 กม.  งานก่อสร้างถนนรอบอ่างเก็บน้ำ ความยาว 140 กม. และ ปรับปรุงแม่น้ำป่าสัก  ความยาว  8.5  กม.         

          ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำ  พื้นที่ชลประทาน 144,500 ไร่  ประกอบด้วย

          – โครงการสูบน้ำพัฒนานิคมและพัฒนานิคม-แก่งคอย :

            : ก่อสร้างสถานีสูบน้ำ 1 แห่ง พร้อมการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง อัตราการสูบน้ำรวม 10.45  ลบ.ม./วินาที ท่อส่งน้ำชนิดรับแรงดันสูง 2 ท่อ dia. 1.80 เมตร โดยท่อที่ 1 ความยาว 6 กิโลเมตร ส่งน้ำเข้าบ่อพักน้ำ 1 ให้กับโครงการพัฒนานิคม และท่อที่ 2 ความยาว 8 กิโลเมตร ส่งน้ำเข้าบ่อพักน้ำ 2 ให้กับโครงการพัฒนานิคม-แก่งคอย

            : โครงการสูบน้ำพัฒนานิคม คลองส่งน้ำดาดคอนกรีต 34 สาย ความยาวรวม 97.600 กิโลเมตร พื้นที่ชลประทาน 29,300 ไร่ และโครงการสูบน้ำพัฒนานิคม-แก่งคอย คลองส่งน้ำดาดคอนกรีต 32 สาย ความยาวรวม 93.766 กิโลเมตร พื้นที่ชลประทาน 28,500 ไร่

          -  โครงการสูบน้ำแก่งคอย –บ้านหมอ : สถานีสูบน้ำ 1 แห่ง พร้อมเครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง ขนาด 2.44 ลบ.ม./วินาที อัตราการสูบน้ำรวม 17.08 ลบ.ม./วินาที  คลองส่งน้ำดาดคอนกรีต 31 สายความยาว 139.880 กิโลเมตร พื้นที่ชลประทาน 86,700 ไร่

          การจัดหาน้ำเพื่อการเกษตรจังหวัดลพบุรี  ก่อสร้างสถานีสูบน้ำและระบบส่งน้ำด้วยท่อส่งน้ำ ความยาวรวมประมาณ 106.75 กม.พื้นที่ชลประทาน 30,000 ไร่

ประโยชน์ของโครงการ

            1.เป็นแหล่งสำหรับอุปโภค-บริโภคของชุมชนต่างๆ ในเขตจังหวัดลพบุรี (อำเภอลำนารายณ์ และอำเภอพัฒนานิคม) และจังหวัดสระบุรี (อำเภอวังม่วง และอำเภอแก่งคอย ) และชุมชนขนาดย่อมใกล้เคียง

           2.เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร สำหรับพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดขึ้นใหม่ ในเขตจังหวัดลพบุรี และสระบุรี 174,500 ไร่ ได้แก่ แก่งคอย – บ้านหมอ 86,700 ไร่ พัฒนานิคม 29,300 ไร่ พัฒนานิคม-แก่งคอย 28,500 ไร่ จัดหาน้ำเพื่อการเกษตร จังหวัดลพบุรี   30,000 ไร่

         3.เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่ชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง  เนื้อที่ประมาณ2,200,000 ไร่ (ลดการใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยนำน้ำจากแม่น้ำป่าสักไปใช้ในแถบจังหวัดลพบุรีและสระบุรีโดยตรง)

       4.ช่วยป้องกันอุทกภัยพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก  ในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี  และยังมีผลช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา  รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

       5.เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี

       6.อ่างเก็บน้ำที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่         

       7.ช่วยการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำป่าสักตอนล่าง  

       8.ช่วยแก้ปัญหาน้ำเสียในลุ่มแม่น้ำป่าสักตอนล่าง

      9.เป็นแหล่งน้ำเสริมเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค – บริโภค ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

     10.เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญ

ผลการดำเนินงาน

           วันที่  2  ธันวาคม พ.ศ.2537 กรมชลประทานได้เริ่มงานก่อสร้างโครงการ  โดยก่อสร้างเขื่อนหัวงาน และ อาคารประกอบแล้วเสร็จ และ เริ่มเก็บน้ำกักน้ำเมื่อ 15  มิถุนายน พ.ศ.2541 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงเสด็จไปทำพิธีเปิดเขื่อน ฯ ในวันที่  25  พฤศจิกายน พ.ศ.2542  

 ภาพโครงการ

พระราชดำริเมื่อ  2 ธันวาคม พ.ศ.2536

สถานที่ตั้ง    บ้านห้วยหิน หมู่ที่ 1 ตำบลเขาแหลม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พิกัด 47 PQS 102-697 ระวาง 5139 II  จุดที่ตั้งโครงการ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดลพบุรี  ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 205 ประมาณกิโลเมตร ที่ 215 แยกซ้ายเข้าสู่ที่ตั้งโครงการ ระยะทาง 2 กิโลเมตร

วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำใช้ในการเพาะปลูก การอุปโภค-บริโภค ช่วยบรรเทาอุทกภัย และช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง และเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหนือเขื่อนป่าสักฯ ในระยะเร่งด่วน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 และ วันที่ 25 สิงหาคม 2548 สรุปความว่า “ควรพิจารณาวางโครงการเก็บกักน้ำตอนบนของลำน้ำสาขาแม่น้ำป่าสักไว้ให้มาก เพื่อใช้ด้านการเกษตรและป้องกันอุทกภัย เนื่องจากน้ำเหนือเขื่อนป่าสักมีมาก ให้พิจารณาจัดเก็บกักให้เหมาะสม”

 

สภาพทั่วไป         

พื้นที่เป็นภูเขาที่ราบสูงสลับกัน มีป่าปกคลุม และเป็นที่ราบ สำหรับทำการเกษตร

ระยะเวลาก่อสร้าง             3  ปี (ปี 2547 ถึงปี 2549)

รายละเอียดโครงการ

พื้นที่รับน้ำลงอ่าง 20 ตาราง กม.
ฝนตกเฉลี่ยทั้งปี 1,170 มม.
จำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยทั้งปี 80 วัน
ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ ในเกณฑ์เฉลี่ย 2.65 ล้าน ลบ.ม./ปี
ความจุของอ่างฯ ที่ระดับ Dead Storage 0.20 ล้าน ลบ.ม.
ความจุอ่างฯ ที่ระดับเก็บกัก 2.25 ล้าน ลบ.ม.
ระดับท้องน้ำ +83.000 ม.(รทก.)
ระดับธรณี ทรบ. +90.000 ม.(รทก.)
ระดับเก็บกัก +104.500 ม.(รทก.)
ระดับน้ำนองสูงสุด +106.000 ม.(รทก.)
ระดับสันทำนบ +108.000 ม.(รทก.)
พื้นที่ผิวอ่างที่ระดับ Dead Storage 19 ไร่
พื้นที่ผิวอ่างที่ระดับเก็บกัก 138 ไร่
พื้นที่ผิวอ่างที่ระดับน้ำนองสูงสุด 141 ไร่
ส่งน้ำช่วยการเพาะปลูกในฤดูฝนได้ประมาณ 1,400 ไร่
ส่งน้ำช่วยการเพาะปลูกในฤดูแล้งได้ประมาณ 150 ไร่

                   

น้ำเพื่อการบริโภค-อุปโภค เดือนละ 0.10 ล้าน ลบ.ม.
อาคารหัวงาน    
โครงการอ่างฯ ห้วยหินมีอาคารหัวงานเป็นทำนบดิน ประกอบด้วย ลักษณะงานส่วนสำคัญ ดังต่อไปนี้    
เขื่อนดินแบบ ZONE TYPE  
ระดับสันทำนบดิน +108.000 ม.(รทก.)
ความกว้างสันทำนบดิน 8 ม.
ความยาวสันทำนบดิน 260 ม.
ส่วนสูงที่สุด 20 ม.
ลาดทำนบดิน : ด้านเหนือน้ำ 1:3  
                          : ด้านท้ายน้ำ 1:2.5  
ส่วนกว้างที่สุดของฐาน 118 ม.
BEDDING หนา 0.30 ม.
RIPRAP หนา 1.00 ม.
ปริมาณดินถมตัวทำนบดินประมาณ 0.267 ล้าน ลบ.ม.
อาคารประกอบหัวงาน    
SERVICE  SPILLWAY    
ที่ตั้ง อยู่ทางฝั่งซ้ายของเขื่อนดิน
ชนิด SIDE CHANNEL  
สันฝายยาว 25 ม.
ระดับสันฝาย +104.500 ม.(รทก.)
ระดับน้ำนองสูงสุด +106.000 ม.(รทก.)
ระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 70 ลบ.ม./วินาที
RIVER  OUTLET  
ชนิด Concrete Steel Liner
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.00 ม.
ระดับธรณีท่อ +90.000 ม.(รทก.)
ระบายน้ำได้สูงสุด (ร.น.ส.) 5.6 ลบ.ม./วินาที
ส่งน้ำช่วยการเพาะปลูกได้ประมาณ 7.80 ลบ.ม./วินาที
 ภาพโครงการ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.